TAX (ภาษีอากร)

อัตรากำไรขั้นต้น สำคัญแค่ไหน❓❓....ชี้เป็น ชี้ตาย บริษัท‼ 

จ่ายเงินสบทบประกันสังคมเกิน !!... เราสามารถขอคืนเงินได้ 

ค่าใช้จ่ายพนักงานหักได้ถึง.. 3 เท่า ‼

เนื่องจากจากสถานการณ์ Covid 19 ทางกรมสรรพากรได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายมาตรการ
หนึ่งในนั้นก็คือ มาตรการช่วยเหลือหักค่าใช้จ่ายพนักงานได้ 3 เท่า 

หลักเกณฑ์เงื่อนไขดังนี้!!

  1.   ต้องเป็นพนักงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม
  2.  จำนวนพนักงานเดือน 4,5,6,7 ปี 63 ต้องไม่น้อยกว่าจำนวนพนักงานณ สิ้นเดือน 3 ปี 63
  3.  พนักงานต้องมีเงินได้ไม่เกิน 15000 บาทต่อเดือน
     

เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นแล้ว กิจการที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างที่จะนำมาใช้สิทธิตัวนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

 สำหรับ บริษัทไหนที่รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ก็จะต้องแจ้งข้อมูล ภายในวันที่ 30 พค. 2564





ค่าเบี้ยประกันชีวิต ลง ค่าใช้จ่ายบริษัทได้



เอกสารบัญชีควรเก็บกี่ปี??



ลงทุนเครื่องจักรในปี 2563 หักค่าใช้จ่ายได้ถึง 1.5 !!!

ทางสรรพากรได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ
การลงทุนในเครื่องจักร
ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 เท่า

เครื่องจักรต้องมีลักษณะเข้าเงื่อนไขดังนี้??

  1. เครื่องจักรต้องซื้อเครื่องจักรใหม่เท่านั้น และต้องซื้อมาระหว่างวันที่ 1 มกราคม 63 – 31 ธันวาคม 63 ซึ่งต้องได้มา และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 ธันวาคม 63
  2. อยู่ในราชอาณาจักร
  3. ไม่เป็นเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ตามมาตรการอื่นๆ ของกรมสรรพากร
  4. ไม่เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

 *แต่ไม่รวมถึง เครื่องจักรที่ซื้อมาเพื่อให้เช่า*

ขั้นตอนการทำเพื่อให้ได้รับสิทธิตามมาตรการ

  1. จัดทำโครงการลงทุนและแผนการลงทุน ตามแบบแจ้งโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงินผ่าน Web Site ของกรมสรรพากร www.rd.go.th ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563
 
  1. จัดทำรายงานแสดงรายละเอียดของเครื่องจักรที่ใช้สิทธิ โดยต้องมีรายการและข้อความอย่างน้อยตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร และต้องเก็บรักษารายงาน รวมทั้งเอกสารประกอบการลงรายการในรายงานไว้ ณ สถานประกอบการ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมิน ตรวจสอบได้

 

ซื้อรถหรูในนามบริษัท สด ผ่อน บอลลูน แบบไหนดีกว่ากัน ??



ซื้อรถในนามบริษัท หรือ บุคคล แบบไหนดีกว่ากัน ??



Q&A ยอดฮิต!! เรื่อง "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง"



คำถาม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องจ่ายที่กรมสรรพากรใช่ไหม ??

ตอบ   ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ใช่ภาษีที่ต้องจ่ายที่กรมสรรพากร  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีท้องถิ่นโดยสามารถชำระภาษีได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ

คือ  ถ้าอยู่ในกรุงเทพมาหนครจ่ายที่  สำนักงานเขต 

     ถ้าอยู่ในต่างจังหวัดจ่ายที่        องค์การบริหารส่วนตำบล(อ.บ.ต.)

 

คำถาม   การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คำนวณบนราคาขายของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ??

ตอบ   ไม่ใช่ การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะคำนวณบนราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยคนประเมินคือ "กรมธนารักษ" การประเมินนั้นจะประเมินทุกๆ 4 ปี

 

ซึ่งแยกวิธีคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้  

 

กรณีมีที่ดิน  ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง  
ภาระภาษี                   :  มูลค่าที่ดิน(ราคาประเมิน)  x อัตราภาษี  
โดยมูลค่าที่ดิน             :   ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน (ต่อ ตร.ว.)  x ขนาดพื้นที่ที่ดิน

 

กรณีมีทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  
ภาระภาษี                   :  (มูลค่าที่ดิน + มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง) x อัตราภาษี
โดยมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง     :  (ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง)  หัก ค่าเสื่อมราคา

กรณีเป็นห้องชุด หรือ คอนโด  
ภาระภาษี                  :  มูลค่าห้องชุด x อัตราภาษี
โดยมูลค่าห้องชุด          : ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่ห้องชุด (ตร.ม.)

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง    www.fpo.go.th 

 

คำถาม ถ้ามีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์หลายด้าน จะต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกันหรือไม่ ?? 

ตอบ  ไม่ใช่ การเสียภาษีจะแบ่งตามประโยชน์การใช้งาน

 

คำถาม ถ้าเป็นเจ้าของบ้านหลายหลัง ซึ่งบ้านแต่ละหลังมีมูลค่าไม่เกิน 10-50ล้านบาท แบบนี้ไม่ต้องเสียภาษีทุกหลังใช่หรือไม่ ??

ตอบ  ไม่ใช่  การยกเว้นภาษีจะยกเว้นให้เฉพาะบ้านหลังหลักที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เท่านั้น (บ้านหลัก)            

สำหรับ  ที่อยู่อาศัย / บ้านหลังอื่นๆ  ที่เราไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ต้องเสียภาษีด้วย  

 

   * สรุปง่ายๆให้เข้าใจกันนะคะ *

  • มีบ้าน 1 หลัง มีชื่อในทะเบียนบ้าน เป็น เจ้าของบ้านและที่ดิน มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท : ไม่ต้องเสียภาษี
  • มีบ้าน 1 หลัง มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน มูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท : ไม่ต้องเสียภาษี
  • มีบ้าน 2 หลัง แต่ละหลังมีมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท : 

                       บ้านหลังหลัก    มีชื่อในทะเบียนบ้าน   :  ไม่ต้องเสียภาษี     

                       บ้านหลังที่  2                           :  ต้องเสียภาษี

  • มีบ้าน 3 หลัง โดย   บ้านหลังที่  1  มีชื่อในทะเบียนบ้าน  มูลค่า  5 ล้านบาท                  :  ไม่ต้องเสียภาษี                                                                               บ้านหลังที่  2  มูลค่า  3 ล้านบาท ,  หลังที่  3  มูลค่า  2 ล้านบาท     :  ต้องเสียภาษี

 

รู้ก่อนจ่าย!! ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


"ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง"  หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว บ้าน หรือ ที่ดิน ของเราต้องเสียภาษีที่ดิน ได้ที่ไหน เมื่อไร ??

1.ยกเลิก การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ และ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน เริ่มใช้ปี 2563

2.
 ผู้เสียภาษีได้แก่  เจ้าของที่ดิน / เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง  / เจ้าของห้องชุด /  ผู้ครอบครองทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)    

3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะถูกเรียกเก็บภาษี แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ได้แก่

    * ที่ดินเกษตรกรรม  

    * ที่อยู่อาศัย

    * ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อการพาณิชยกรรม  อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน โรงแรม ร้านอาหาร (นอกเหนือจากข้อ 1 และ 2)

    * ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ทำประโยชน์

4. การคิดภาษีที่ดินลิ่งปลูกสร้าง แต่ละประเภทจะใช้มูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินจากกรมธนารักษ์  โดยกรมธนารักษ์จะเป็นผู้กำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์
โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด และอัตราค่าเสื่อมราคา โดยจะมีการปรับตามรอบบัญชีประเมินราคาทุก  4 ปี

5.
   เสียภาษีเมื่อไร ??

  1.  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/สำนักงานเขต ออกหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน/บ้าน ให้ผู้เสียภาษีทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี

  2.  ผู้เสียภาษีต้องชำระภาษีภายในเดือนเมษายน ของทุกปี   (เฉพาะปี  2563  มีการขยายเวลาชำระภาษีไปจนถึงเดือน ตุลาคม 63)

  1.  หากมียอดภาษี 3,000 บาทขึ้นไป สามารถผ่อนชำระได้ 3 งวด งวดละเท่า ๆ กัน คือ  ชำระในเดือนเมษายน, พฤษภาคม และมิถุนายน  
    (เฉพาะปี 2563  สามารถผ่อนชำระได้ 3 งวด  คือ ชำระในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และ ธันวาคม)

6.  จ่ายภาษีที่ดินได้ที่ไหน ??
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะไม่เกี่ยวข้องกับกรมสรรพากร แต่เป็นภาษีท้องถิ่น ดังนั้น ให้ตรวจสอบว่าพื้นที่ของเราขึ้นอยู่กับหน่วยงานใด โดยสามารถชำระภาษีได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ คือ  สำนักงานเทศบาล  องค์การบริหารส่วนตำบลสำนักงานเขต กรุงเทพมหานครศาลาว่าการเมืองพัทยา

7.หากไม่ไปเสียภาษีตามเวลากำหนด มีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม คือ

เบี้ยปรับ

เบี้ยปรับ คือ ค่าปรับที่เกิดจากการชำระภาษีไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ดังนี้

 

  •  กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด และได้รับหนังสือแจ้งเตือน จะเสียเบี้ยปรับ 40%  ของจำนวนภาษีค้างชำระ
  •  กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด แต่ชำระภาษี ภายในกำหนดเวลา ของหนังสือแจ้งเตือน จะเสียเบี้ยปรับ 20%  ของจำนวนภาษีค้างชำระ

 

  •  กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด แต่ชำระภาษี ก่อน ที่จะได้รับหนังสือแจ้งเตือน จะเสียเบี้ยปรับ 10% ของจำนวนภาษีค้างชำระ

เงินเพิ่ม

เงินเพิ่ม คือ ดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระภาษีล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดโดยจะคิดในอัตรา 1% ต่อเดือน

ข้อยกเว้น

หากเป็นกรณีที่ชำระภาษีล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากไม่ได้รับใบประเมินเรียกเก็บภาษี หรือ เนื่องจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลา
ในการชำระภาษีออกไปเอง ผู้เสียภาษีไม่มีความผิด จึงไม่ต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

 



ชีวิตง่ายๆ หักภาษี ผ่าน e- Withholding tax



ขั้นตอนในการหักภาษี ผ่าน e- Withholding tax

(1)   ผู้จ่ายเงินควรเตรียมข้อมูล เพื่อแจ้งรายละเอียดผ่านธนาคาร  ได้แก่

  (1.1)   เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงิน

  (1.2)   ชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน

  (1.3)   ระบุประเภทของเงินได้และจำนวนเงินที่จะจ่ายเงิน 

  (1.4)   จำนวนภาษีที่หัก

(2)   เมื่อธนาคารได้รับเงินแล้ว จะออกหลักฐานเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์ให้แก่ผู้จ่ายเงิน และผู้รับเงิน (ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย)
(3)   ธนาคารจะจ่ายเงินหลังหักภาษีให้แก่ผู้รับเงินและนำส่งข้อมูลและภาษีที่หักไว้ต่อกรมสรรพากร ภายใน  4  วัน ทำการถัดจากวันที่ได้รับเงิน 
(4)   ธนาคารรนำส่งข้อมูลและภาษีต่อกรมสรรพากรแล้ว กรมสรรพากรจะออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้จ่ายเงิน
(5)   กรณีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายขาดไป ผู้จ่ายเงินสามารถนำส่งเพิ่มเติมผ่านระบบ E -Withholding Tax ได้อีกครั้ง

 

 

4 ข้อดี ของการ ใช้ E withholding tax


E-Withholding Tax  หมายถึง ระบบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย อิเล็กทรอนิกส์ เพียงแค่คุณมีการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร (E-Payment)
กระบวนการ E-Withholding Tax ก็จะเกิดขึ้น โดยคุณซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินที่จ่ายผ่านธนาคารมีหน้าที่หักภาษี และนำส่งต่อธนาคารทันทีที่มีการจ่ายเงิน
จากนั้นให้ธนาคารรับเงินและส่งเงินภาษี รวมทั้งส่งข้อมูลหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับกรมสรรพากร โดยผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ
ภาษี ณ ที่จ่าย  และไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี
 ณ ที่จ่าย (เอกสาร 50 ทวิ) อีกต่อไป นอกจากนี้ผู้ประกอบการหรือผู้เสียภาษี        
จะสามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองในเว็ปไซต์ของกรมสรรพากรได้ตลอด
24 ชั่วโมง       

 

4 ข้อดี ของการ ใช้ E withholding tax

1. ทุกครั้งที่จ่ายเงินผู้ประกอบการไม่ต้องจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงิน

2. ทุกเดือนผู้ประกอบการไม่ต้องรวบรวมข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อยื่นแบบและนำส่งเงินภาษีต่อกรมสรรพากร

3. ทุกปีผู้ประกอบการไม่ต้องมานั่งเก็บเอกสารหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย (50ทวิ) ทุกฉบับเพื่อเป็นหลักฐานให้ครบอีกต่อไป เพราะกรมสรรพากร
มีข้อมูลการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ครบถ้วนอยู่แล้วและสามารถตรวจสอบข้อมูลการ หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้ที่เว็ปไซต์ของกรมสรรพากร 
www.rd.go.th
ตลอด 24 ชั่วโมงทำให้การยื่นภาษีประจำปีง่ายขึ้นอีกด้วย

4. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการยื่นแบบภาษี เพราะมีตัวกลางยื่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แทนให้เราเสร็จเรียบร้อย

 

ขั้นตอนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง...ในการขายทรัพย์สินเก่า !!!!



ซื้อโฆษณาFacebook Google แต่ลืมยื่น.ภ.พ 36 !! ก็ลดหย่อนภาษีไม่ได้



ค่าโฆษณา Google Facebook สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้



ข้อควรระวัง !! ในการขายทรัพย์สินเก่า

 

1.ภาษีเงินได้นิติบุคคล   

               เมื่อมีการจำหน่ายทรัพย์สินเกิดขึ้น กิจการจะต้องคำนวณหาราคาตามบัญชีของทรัพย์สิน ณ วันจำหน่าย  (Book Value)  เพื่อนำราคามาเปรียบเทียบ
กับราคาขายทรัพย์สินซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาด ด้วยนะคะ

หากราคาขายทรัพย์สิน สูงกว่า  ราคาตามบัญชี  ผลต่างที่เกิดขึ้นถือเป็น “กำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน ”  ต้องนำไปเป็น รายได้ อื่น ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อ

เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

หากราคาขายทรัพย์สิน ต่ำกว่า  ราคาตามบัญชี ผลต่างที่เกิดขึ้นถือเป็น “ขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์สิน” ต้องนำไปถือเป็น ค่าใช้จ่าย ในการคำนวณกำไรสุทธิ

เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

ข้อควรระวัง  

กรณีที่ทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทฯ จะนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้น   มาตัดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนไม่ได้

เว้นแต่  “ทำลาย” หรือ “ขาย” ทรัพย์สินนั้น จึงมีสิทธิ์นำต้นทุนที่เหลืออยู่มาตัดเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้าม     ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

 

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม  

ทรัพย์สินเก่า ถือว่าเป็น สินค้าในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย 

     ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้มีการขายทรัพย์สินเก่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำมูลค่าที่ได้รับมาคำนวณเป็นมูลค่า

ของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนการขายสินค้าที่ซื้อมาขายไป หรือผลิตขึ้นมาเพื่อขายด้วยเช่นกัน

 

8 ตัวอย่าง "เหตุอันสมควร" ที่ผู้ประกอบการควรรู้



1. การจัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ไว้ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว

 

2.กรณียื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ไว้ น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว เนื่องจากได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี

3.บริษัทฯ เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการ ซึ่งในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรก ไม่มีรายได้ แต่ 6 เดือนหลังเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการ

4.ขายทรัพย์สินใน 6 เดือนหลังของรอบบัญชี และมีกำไรจากการขายทรัพย์สิน

 

5.อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง ทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่ำลง

 

6.การส่งออกสินค้ามีความไม่แน่นอน ทั้งปริมาณและราคา หรือมีการยกเลิกการควบคุมราคาหรือปริมาณสินค้าส่งออก หรือปริมาณและราคามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทำให้บริษัทไม่สามารถคาดการณ์ได้

 

7.การรับจ้างที่มีค่าจ้างไม่แน่นอน  ขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างและความยากง่ายของงานที่ทำ

 

8.อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ เช่น มีสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
มีการผันผวน เป็นต้น

 

สิ่งที่ควรระวังในการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ( ภ.ง.ด.51 )

 

สิ่งที่ต้องระวังในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี หรือ ภงด.51   แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นเราต้องทราบ" วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี" กันก่อน
ซึ่งมีด้วยกัน 2 วิธี คือ

1. เสียภาษีจาก “กำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชี 6 เดือนแรก”  ซึ่งเป็นการเสียภาษีจากผลประกอบการจริงของกิจการโดย กิจการที่ต้องใช้วิธีนี้ ในการคำนวณ
ภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ต้องเป็นกิจการจำพวกที่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์, ธนาคาร, บริษัทเงินทุน, บริษัทหลักทรัพย์และเนื่องจากวิธีนี้
เป็นการเสียภาษีจากผลประกอบการจริง กิจการจึงต้องมีการบันทึกบัญชี ปิดงบการเงิน และให้ผู้สอบบัญชีสอบทานงบการเงิน

2.เสียภาษี กึ่งหนึ่งจากการ “ประมาณการกำไรสุทธิ  กิจการที่สามารถใช้วิธีนี้ จะเป็นกิจการ จำพวก บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ บริษัทมหาชน ซึ่งบริษัททั่วไป

ก็จะใช้วิธีนี้ค่ะวิธีการในการประมาณการ คือ เราจะต้องประมาณการว่า กำไรของทั้ง บริษัททั้งปีจากนั้นก็เอากำไรที่ประมาณการทั้งปี มาหาร 2 และคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

 


สิ่งที่ต้องระมัดระวัง ในการประมาณการกำไรสุทธิ และการคำนวณภาษีมีอยู่ 2 ข้อหลักๆดังนี้

1. กิจการจะต้องประมาณการกำไรสุทธิไม่ให้ขาดไป เกินกว่า 25% จากกำไรที่เกิดขึ้นจริงประจำปี โดยไม่มี  “เหตุอันสมควร”ผู้ประกอบการจะต้องเงินเพิ่มในอัตรา 20% ของภาษีที่ชำระขาดไปด้วย

2. กิจการที่มี ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ที่กิจการถูกหัก ในช่วงเวลาเดือนมกราคม - มิถุนายน สามารถนำมาหักออกจากภาษีเงินได้ที่ต้องเสียในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51  ได้

 

ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ( ภ.ง.ด.51 )

 

ภ.ง.ด.51 คือ การเสียภาษีเงินเงินได้นิติบุคคลกลางปี (6เดือน) ที่ชำระไว้ล่วงหน้าให้แก่กรมสรรพากร และสามารถนำมาหักออกจากภาษีปลายปีที่คำนวณได้
โดยภาษีที่ชำระครึ่งปี มีประโยชน์ตรงที่จะช่วยแบ่งเบาภาระการจ่ายภาษีตอนปลายปีเหมือนเป็นการจ่ายล่วงหน้าไว้ก่อน จะได้ไม่หนักตอนเสียภาษีปลายปี

ผู้ที่จะต้องมีหน้าที่ยื่น ภงด.51 คือ   

นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากฐานกำไรสุทธิ และมีรอบระยะเวลาบัญชีครบ 12 เดือน ซึ่งบริษัทปกติก็จะมี
รอบระยะเวลาบัญชี มกราคม - ธันวาคม

ผู้ที่ไม่ต้องมีหน้าที่ยื่น ภงด.51  คือ

  1.  นิติบุคคลที่เริ่มดำเนินการเป็นปีแรก และรอบระยะเวลาบัญชีไม่ถึง 12 เดือน เช่น บริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ เป็นต้น
  2.  นิติบุคคลได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
     จนเป็นเหตุให้รอบระยะเวลาบัญชีแรกของปีไม่ถึง 6 เดือน
  3.  จดทะเบียนเลิกกิจการ ในช่วง 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี

 

 




3 วิธีรับมือเมื่อเราได้รับจดหมายจากกรมสรรพากร



1.เตรียมใจ

   เมื่อได้รับหมายเรียก ก็ไม่ต้องตกใจ!! ให้ตั้งสติก่อน แล้วอ่านดูว่า ทางกรมสรรพากรต้องการอะไร

 

-      กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบประเด็นอะไร หรือมีการระบุความผิดในเรื่องไหน

 

-      มีเอกสารอะไรที่ทางสรรพากรให้เราจัดเตรียมบ้าง

 

-      กำหนดเวลาที่จะต้องนำส่ง หรือวันที่นัดหมายให้เราเข้าไปพบบ้างหรือไม่

 

-      หรือบางครั้ง อาจเป็นแค่การจะเข้ามาตรวจแนะนำเพื่อให้ความรู้ เท่านั้น

2.เตรียมตัว

 

คือ การเตรียมตัวคนที่จะเข้าพบเจ้าหน้าที่ สำหรับคนที่จะเข้าพบเจ้าหน้าที่ ควรเป็นคนที่

 

-    มีความรู้ ความเข้าใจ ในกิจการของเรา (ว่ากิจการเราทำอะไร มีรายได้จากทางไหน เป็นต้น)

 

-    มีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากร รวมถึง มีความรู้ทางด้านบัญชีที่อาจจะเกี่ยวข้องด้วยก็จะยิ่งดี

 

-    ที่สำคัญ!! ควรเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และสามารถตอบประเด็นต่างๆ ได้

 

เจ้าของกิจการบางท่าน ก็มีความรู้ทางด้าน กม. ภาษีอากรอยู่บ้าง และมีความเข้าใจในธุรกิจที่เราทำอยู่อยู่แล้ว
ก็สามารถเข้าพบเจ้าหน้าที่เองได้เลย


3.เตรียมข้อมูล

การที่เราเตรียมข้อมูลในที่นี้ หมายถึง

 

-    การเตรียมทั้งข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐาน

 

-    เตรียมข้อมูลในการตอบคำถาม

 

 

 

4 ข้อควรระวังในการจ่ายเงินเดือนและโบนัสให้กรรมการ


ข้อควรระวัง!!

1.การจ่ายเงินเดือนให้กรรมการควรจ่ายในอัตราที่เหมาะสม

2.การจ่ายโบนัสให้กรรมการ ห้าม!! จากกำไรของกิจการ

3.การจ่ายโบนัสให้กรรมการ ควรจ่ายจากความสามารถของกรรมการ หรือ การทำประโยชน์ให้กิจการ

4.การจ่านเงินเดือนและโบนัสให้กรรมการ ควรเป็นไปตามมติในที่ประชุม

3 วิธีการเอาเงินออกจากกิจการยังไงให้ถูกต้อง


เป็นคำถามยอกฮิตมากสำหรับผู้ประกอบว่าเมื่อเปิดบริษัทมาหลายๆปี เริ่มมีกำไรสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ 

ทำให้มีเงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร อยู่ในกิจการเยอะ จะทำอย่างไรที่จะนำเงินออกมา

เรามี 3 วิธีมาแนะนำดังนี้

1.จ่ายเงินเดือนและโบนัสออกให้เจ้าของกิจการ

2.ถ้ากิจการมี เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร คงเหลือมากๆให้กรรมการกู้เงินจากกิจการได้ 

แต่!! การกู้ยืมนั้นต้องมีการคิดดอกเบี้ย ซึ่งการคิดอัตราดอกเบี้ยนั้น กรมสรรพากรได้แบ่งข้อกำหนดไว้ 2 ประเภทดังนี้

-กิจการที่ไม่เงินกู้          อัตราดอกเบี้ยต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย เงินฝากประจำ

-กิจการที่มีการกู้ยืมเงิน   อัตราดอกเบี้ยต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ที่กิจการหาเงินเข้ามา   

และกิจการเมื่อได้รับดอกเบี้ยจากรรมการ กิจการจะต้องเสีย "ภาษีธุรกิจเฉพาะ"  ในอัตรา 3.3 %

3 ถ้ากิจการมีกำไรสะสม กิจการสามารถจ่าย "เงินปันผล" ซึ่งการจ่ายเงินปันผลกจการต้องเสียภาษีในอัตรา 10 %

ของเงินปันผลที่จ่ายให้เจ้าของกิจการ หรือ กรรมการ 

 

เจ็บปวดแน่... แค่ไม่ได้รับเอกสาร "ถูกหัก ณ ที่จ่าย"