FINANCE (การเงิน)

งบการเงิน เรื่องง่ายๆที่ผู้ประกอบการต้องรู้ !!

โอนผิดบัญชี ทำยังไงดี ให้ได้เงินคืน !! 

การทำธุรกรรมการเงินผิดพลาดที่พบเจอกันได้บ่อยคือ “การโอนเงินผิดบัญชี” ซึ่งมีที่มาจากหลายสาเหตุ เช่น การใส่เลขบัญชีไม่ถูกต้อง (กรอกตัวเลขสลับกัน กรอกไม่ครบ) หรืออาจเกิดจากการใส่เลขบัญชีผิดช่องระหว่างช่องโอนเงินผ่านเลขบัญชีกับช่องโอนเงินผ่านหมายเลขพร้อมเพย์ หรือใส่เลขที่บัญชีถูก แต่เลือกธนาคารที่จะโอนผิด รวมถึงความรีบร้อนในการทำรายการจนลืมตรวจสอบชื่อบัญชีปลายทางก่อนกดโอน  ดังนั้นเราจึงสรุปขั้นตอนที่ทำให้ได้เงินคืน ดังนี้

1. ผู้โอนเงินจะต้องติดต่อธนาคารต้นทาง พร้อมกับหลักฐานสำคัญต่างๆ เช่น สลิปการโอน หรือบันทึกหน้าจอการโอนเงินทาง Internet Banking และ Mobile Banking หรือเอกสารเพิ่มเติมตามที่ธนาคารกำหนดเช่น

- ใบคำร้องขอตรวจสอบการโอนเงินผิดบัญชี
- สำเนาบัตรประชาชน
- ใบแจ้งความ / บันทึกประจำวันที่ระบุเหตุการณ์

เพื่อธนาคารจะได้ติดต่ผู้รับโอน มา “เซ็นยินยอม” ให้ธนาคารหักเงินคืน ซึ่งต้องรอคำตอบจากผู้รับโอนด้วย ธนาคารไม่มีอำนาจดึงเงินกลับเข้าบัญชีผู้โอนได้ เว้นแต่ ได้รับการยินยอมจาก ผู้รับโอนผิด เท่านั้น

*กรณีโอนเงินต่างธนาคาร จะมิได้ประสานโดยตรงกับผู้รับโอน แต่จะใช้เวลาประสานธนาคารของผู้รับโอนผิดก่อน


2. กรณีผู้รับโอนยินยอมคืนเงิน : ธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีผู้โอน

* ค่าธรรมเนียมในการโอนทั้งไปและกลับ ทางผู้โอนอาจต้องรับผิดชอบเอง

 

3. กรณีผู้รับโอนไม่ยินยอมคืนเงิน : ผู้โอนสามารถแจ้งความดำเนินคดีผู้รับโอนผิดได้ ผู้ได้รับโอนผิด มีความผิดทางกฎหมาย หากไม่คืนเงิน โดยคดีมีอายุความ 1 ปี


            อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันปัญหานี้ได้ดีที่สุดก็คือควรตรวจสอบข้อมูลการโอนเงิน  เช่น  ตรวจสอบหมายเลขบัญชีเงินฝาก  ชื่อบัญชีของผู้รับเงิน  
ชื่อธนาคารที่จะโอนเงิน
และจำนวนเงินที่จะโอนให้ถูกต้อง  ก่อนยืนยันการโอนเงินทุกครั้ง!!  




 

 

 

"ช้อปดีมีคืน" กับ "คนละครึ่ง" เลือกแบบไหนดี!!
 

ใครใช้สิทธิ์ช้อปดีมีคืน ได้บ้าง ??
          1. เป็นผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2563 ที่จะยื่นแบบภาษีในต้นปี 2564
          2. ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 
          3. ไม่เป็นผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่ง 
(บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน คือ บัตรที่ออกโดยกรมบัญชีกลาง ตามนโยบายของรัฐ ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายบางอย่างเท่านั้น สิทธิที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับก็คือ วงเงิน 200-300 บาทต่อเดือน ( ใครรายได้มากกว่า 30,000 บาท / ปี ได้วงเงิน 200 บาท ใครรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท / ปี ได้วงเงิน 300 บาท ) ใช้สำหรับนำไปซื้อสินค้าต่าง ๆ ในร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าอื่นๆที่เราสะดวกไปซื้อ)

ลงทะเบียน ช้อปดีมีคืน ได้ที่ไหน ?

               ผู้ใช้สิทธิ “ช้อปดีมีคืน” ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน เพื่อใช้สิทธิผ่านเว็บไซต์ไหน เพราะสามารถใช้สิทธิช้อปดีมีคืนได้ทันที ด้วยการเริ่มช้อปปิ้ง
ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

 

ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร ?
   
      สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ใช่ว่าจะนำมาลดภาษีได้ทั้งหมด 30,000 บาท  เพราะความจริงแล้วจะลดหย่อนภาษีได้เท่าไรขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนไม่เท่ากัน

 

 

สินค้าอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง ?

          สำหรับสินค้าที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องเป็นสินค้า / บริการ ที่มีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และร้านค้าสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบได้ ยกเว้น  การซื้อหนังสือ, e-Book หรือสินค้า OTOP  ใช้ใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อของผู้ซื้อได้
        

หมายหตุ       

ทองคำแท่ง     ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เพราะทองคำแท่งไม่ต้องเสียภาษีVAT                                                                                             

ทองรูปพรรณ  ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เฉพาะ “ค่ากำเหน็จ” เท่านั้น  เพราะตัวทองคำไม่เสียภาษี VAT

 

 

สินค้าอะไรลดหย่อนภาษี ไม่ได้บ้าง ?

  1. ข้าวสาร ผัก – ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถือเป็นสินค้าเกษตร ที่ยังไม่ได้แปรรูป ซึ่งได้รับการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่แล้ว  จึงนำไปใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้

  2. อาหารสัตว์ เช่น อาหารสุนัข แมว ปลา สุกร ฯลฯ จะบรรจุกระป๋อง ภาชนะ หีบห่อ หรือไม่ก็ตาม จัดเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี VAT  ดังนั้น ไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้

  3. การจ่ายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เนื่องจากประกันรถยนต์ มีระยะเวลาคุ้มครอง นอกเหนือช่วง  วันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563

  4. ทันตกรรม ทำเลสิก ทำศัลยกรรม เข้าคอร์สเสริมความงาม ตรวจสุขภาพ ฯลฯ ค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้ได้รับการยกเว้น VAT   จึงไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้

  5. บริการที่เสียค่าสมาชิกรายปี เช่น สมาชิกฟิตเนสรายปี หากเป็นการจ่ายรายปี จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากมีระยะเวลาให้บริการนอกเหนือจากช่วงวันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563

  6. บัตรของขวัญ (Gift Voucher) ใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้ เพราะบัตรของขวัญ ไม่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT

  7. ค่าเทอม และคอร์สเรียนพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของราชการ หรือเอกชน ถือเป็นการให้บริการทางการศึกษาที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม  จึงใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไม่ได้

 

สินค้า/บริการ ที่ไม่ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการ มีอะไรบ้าง ?

  1. เหล้า เบียร์ ไวน์
  2. บุหรี่  ยาสูบ
  3. ค่าน้ำมันและก๊าซ ที่ใช้เติมยานพาหนะ
  4. ค่าซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซต์  เรือ
  5. ค่าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร   ทั้งรูปเล่มและอิเล็กทรอนิกส์ 
  6. ค่าบริการจัดนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ 
  7. ค่าที่พัก โรงแรม   

ต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง ?

  • ผู้ใช้สิทธิ์จะต้องซื้อสินค้ากับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  • ร้านค้าสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบได้

กู้เงินยังไงให้ผ่านฉลุย!! Ep 2



กู้เงินยังไงให้ผ่านฉลุย!! Ep 1



ซื้อรถหรูในนามบริษัท สด ผ่อน บอลลูน แบบไหนดีกว่ากัน ??



ซื้อรถในนามบริษัท หรือ บุคคล แบบไหนดีกว่ากัน ??



3 สิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้...ถ้าจะให้กิจการกู้ยืมเงิน !!


   กรณีที่บริษัทของเราเกิดมีปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีทุนหมุนเวียนและขาดสภาพคล่อง แต่จะไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินช่วงเวลา
นี้ก็ยากขึ้น ดังนั้นจึงมีผู้ประกอบการหลายๆคนสงสัยนะคะว่าแล้วกรรมการบริษัทจะสามารถนำเงินส่วนตัวออกมาให้บริษัทของตนเองกู้ยืมเพื่อลงทุน
และเสริมสภาพคล่องได้หรือไม่
                                                        คำตอบคือ สามารถทำได้ค่ะ

 

ดังนั้น มีจุดที่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังได้แก่

1. ควรมีการทำสัญญาระหว่างกรรมการกับบริษัทซึ่งตัวสัญญาจะมี 2 รูปแบบ  คือ สัญญากู้ยืมเงิน กับ ตั๋วสัญญาใช้เงิน

 

2. สัญญากู้ยืมเงิน หรือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ต้องติดอากรแสตมป์ 
- สัญญากู้ยืมเงิน  จะต้องติดอากรแสตมป์ 2,000  ละ 1 บาท
- ตั๋วสัญญาใช้เงิน  จะต้องติดอากรแสตมป์ ฉบับละ 3 บาท
อากรแสตมป์ ไม่สามารถติดย้อนหลังได้ เนื่องจากมี QR code ระบุปีที่ออกกำกับไว้


3. อย่าลืม!! ขีดฆ่าอากรอากรแสตมป์ด้วย

 

 


ผ่อนชำระปกติ หรือ เลื่อนจ่ายต้นและดอกอันไหนดีกว่ากัน ??


3 เคล็ดลับวิชาตัวเบาที่ทำให้กิจการไปต่อได้ในสถานการณ์วิกฤต

 

 

 

จากผลพวงของวิกฤต covid เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะบอกว่า ผลกระทบของวิกฤตนี้แผ่วงกว้างไปมากกระทบกระเทือนกับทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะกับธุรกิจ ทั้ง size ใหญ่ เล็ก  

ถึงแม้ว่า ในอีกไม่ช้า รัฐบาลอาจเริ่มผ่อนคลายมาตรการ lock down อย่างที่เราพอจะทราบกัน และนักวิชาการหลายๆคนก็ออกมาบอกว่า ถึงแม้ว่าจะปลด lockdown แล้ว

แต่ผลกระทบทางธุรกิจ ก็น่าจะยังคงเห็นอยู่อีกหลายเดือน หรือเป็นปีๆ

 

ดังนั้น เมื่อรายได้ที่เคยเข้ามาประจำ หยุดชะงักลง หรือลดลงไปจากเดิมอย่างมาก  สิ่งที่บริษัทจะกลับมา focus คือ ค่าใช้จ่ายของกิจการจากเดิมที่เจ้าของกิจการหลายๆท่านได้

เคยดูๆกันอยู่บ้างแล้วแต่ในช่วงสถานการณ์นี้ ยิ่งต้องดูแลกันใกล้ชิดเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจ ที่ไม่ได้ถูก drive ด้วยเงินที่ไปกู้ยืมมา อาจจะยังสามารถพยุงตัวเองไปได้ในทางกลับกัน

ถ้าเป็นธุรกิจ ที่เดินไปด้วยเงินหมุน เงินกู้ อันนี้ อาจจะเครียดหนัก

 

การจัดการเรื่องเงินกู้ของกิจการ 

1.เอาสินทรัพย์ ไปปิดหนี้สิน

มีสินทรัพย์ไหน ที่สามารถไปปิดหนี้สินที่มีอยู่ได้ เช่นมีเงินฝากธนาคาร เอาไปปิด OD ที่มีอยู่หรือ ในหลายๆกิจการ ก็เอาสินค้า (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ที่มีอยู่) ออกมาขาย online

หรือ มีตึก หรือ อสังหาริมทรัพย์ ก็ปล่อยออกมาขาย เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดและหากกิจการไหน มีหนี้อยู่ ก็สามารถเอาไปลดภาระ 

จะว่าไป ช่วงนี้เราอาจคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดีขายอะไรๆ ก็ไม่ได้แต่อย่าลืมนะคะ ว่าคนที่มีเงินเก็บอยู่ พร้อมรอช้อนของถูกก็มีอยู่มากถ้าเราสามารถขายได้ แ

ละเอาไปปิดหนี้ที่มีอยู่ ก็จะทำให้เราตัวเบาลงได้ค่ะ

 

2. จัดลำดับ ต้นทุนของหนี้ แต่ละก้อน 

กรณีที่มีหนี้สิน หลายก้อน เช่น มีทั้งกู้ด้วยตั๋ว PN /กู้ OD /เงินกู้ยืมระยะสั้น /เงินกู้ยืมระยะยาวที่ต้องผ่อนชำระเป็นรายเดือนเราต้องเอาอัตราดอกเบี้ย (ที่ update ล่าสุด)

มาเรียงลำดับ ว่าหนี้ก้อนไหน มีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ไล่มา จนถึงก้อนที่มีดอกเบี้ยต่ำสุดซึ่งถ้าก้อนที่มีดอกเบี้ยต่ำสุด เรายังมีวงเงินเหลืออยู่ เราก็จัดการเอา ส่วนที่เหลืออยู่

ไปปิดหนี้ก้อนที่มีดอกแพงๆ 

สิ่งที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้ ก็คือเราจะต้อง update อัตราดอกเบี้ยของ แต่ละที่เรากู้เพราะ อัตรา MOR MLR และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อื่นๆ

มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่มักจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นขอให้ติดตามข่าวสาร เข้า website ของธนาคารนั้นๆเพื่อ update

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของแต่ละธนาคาร

 

3.  เจรจา กับเจ้าหนี้แต่ละราย

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้า หรือ เจ้าหนี้ bank สำหรับเจ้าหนี้ bank เราก็จะคุยเพื่อผ่อนปรน หรือลดอัตราดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่ง ยืดเวลาในการชำระหนี้ออกไป ซึ่งตอนนี้

หลายๆกิจการ ก็กำลังทำอยู่  เจ้าหนี้อีกกลุ่มนึงที่สำคัญ เช่นกัน คือ เจ้าหนี้การค้า ถ้าหากกิจการสามารถพูดคุย กับเจ้าหนี้การค้า หรือเจ้าหนี้อื่นของกิจการ

เพื่อยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป (โดยไม่มีดอกเบี้ย) เท่ากับเรากู้เงินโดยไม่มีดอกเบี้ย ถูกกว่าดอกเบี้ย bank อีก

ซึ่งจะทำให้กิจการ สามารถประหยัดต้นทุนในการกู้หนี้ยืมสิน มาเพื่อจ่ายชำระเจ้าหนี้การค้า หรือเจ้าหนี้อื่นๆออกไปได้